วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558

จับสาวท้อง 8 เดือนขโมยของ! ไม่มีเงินจะกินข้าว เจ้าทุกข์ไม่เอาเรื่อง แถมเงินอีก 600


ชีวิตรันทด สาวท้องแก่ถูกผัวทิ้ง ตัดสินใจลักทรัพย์ในบ้าน ถูกเจ้าของบ้านจับตัวไว้ได้ เผย ไม่มีเงินจะกินข้าว ไม่มีเงินฝากท้อง ไม่มีค่ารถกลับบ้าน จนที่สุดเจ้าทุกข์เห็นใจ ขอตำรวจไม่เอาเรื่อง ยังแถมเงินเป็นค่ารถกลับบ้านอีกด้วย..

คนไทยยังเป็นคนใจบุญ เรื่องราวกลับตาลปัตร เจ้าของบ้านจับโจรที่เข้าไปลักของภายในบ้านได้ แต่สุดท้ายกลับมอบเงินให้ไปรายนี้ ร.ต.ท.สมคิด ยศบุญ รองสารวัตรป้องกันปราบปราม สภ.ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร ได้รับแจ้งเหตุบุกรุกและลักทรัพย์ภายในบ้าน เจ้าของบ้านสามารถจับตัวคนร้ายไว้ได้ เหตุเกิดที่บ้านเลขที่ 26 บ้านหนองสระ หมู่ 9 ต.หนองหลวง อ.ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร เมื่อตอนบ่ายวันที่ 22 ก.ย. 58 จึงได้นำกำลังไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงบ้านเกิดเหตุ เป็นบ้านชั้นเดียว พบ นายมี อยู่สถิตย์ อายุ 72 ปี เจ้าของบ้านกำลังควบคุมหญิงท้องแก่ที่อยู่ในสภาพอิดโรยไว้

จากการสอบถาม ทราบชื่อ นางกำไร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี ภูมิลำเนาอยู่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ซึ่ง นายมี เจ้าของบ้านให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้ลงไปฟันต้นมันสำปะหลัง บริเวณหลังบ้าน โดยไม่ได้ล็อกกุญแจประตูบ้าน เพียงแต่ปิดงับเอาไว้ จนถึงเวลาเกิดเหตุตนหิวน้ำจึงเดินเข้าบ้าน
ปรากฏว่าพบ นางกำไร สาวท้องแก่เข้าอย่างจัง ต่างฝ่ายต่างตกตะลึง โดยในมือของนางกำไร ถือกระเป๋าใส่เครื่องโน๊ตบุ๊กของหลานสาวที่เก็บไว้ภายในห้องนอน เมื่อเห็นดังนั้น นางกำไรได้กระโจนออกทางหน้าต่าง ตนจึงได้ไล่ติดตามไปในสวนหลังบ้าน จนสามารถวิ่งไล่ทันและตะครุบตัวเอาไว้ได้
ขณะที่นางกำไร เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ตนกำลังท้องได้ 8 เดือนเศษ ที่ทำไปเพราะไม่มีเงินจะกินข้าว ตอนนี้เหลือเงินติดตัวเพียง 20 บาท โดยก่อนหน้านี้ไปทำงานก่อสร้างอยู่ที่กรุงเทพฯ และได้เจอกับ นายฉัตร จันหอน อายุ 39 ปี มีบ้านอยู่หนองมะเกาะ ต.หนองหลวง อ.ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร อยู่กินเป็นสามีภรรยาแล้วย้ายมาอยู่ที่บ้านของ นายฉัตร ที่ลานกระบือ แต่พอท้องได้เดือนเศษๆ ปรากฏว่า นายฉัตรได้ขอเลิกราหย่าร้างและทิ้งกันไป ปล่อยให้ตนอยู่ตามลำพัง

"ตอนนั้นท้องยังไม่โตมาก ก็ยังไปรับจ้างขุดมันสำปะหลังได้ แต่เมื่อท้องแก่ขึ้นก็ไม่มีคนจ้าง จึงหันมาเก็บผักบุ้ง งมหอยขม ตามท้องนาและลำคลอง ขายได้วันละประมาณ 30-40 บาทไว้ใช้จ่าย คิดอยากจะกลับบ้านไปหาพ่อแม่ที่จังหวัดขอนแก่น ก็ไม่มีเงินค่ารถ เงินที่จะฝากท้องก็ไม่มี เพราะคนต่างถิ่นต้องเสียค่าฝากท้องจึงไม่กล้าไปหาหมอ อีกทั้งเงินที่จะคลอดลูก ซื้อของให้ลูกก็ไม่มี"
นางกำไร กล่าวอีกว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้ปั่นจักรยานไปเรื่อยๆ เห็นบ้านหลังนี้เปิดแง้มไว้ จึงได้ตัดสินใจเข้าไปขโมยของ หวังว่าจะได้ของไปขายมีเงินใช้จ่ายบ้าง เมื่อเข้าไปในบ้านก็พบกระเป๋าใบหนึ่งวางอยู่ โดยไม่ทราบว่าข้างในเป็นอะไร จึงได้หยิบออกมา แต่เจ้าของบ้านเข้ามาพบพอดี

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้นำตัวสาวท้องแก่รายนี้ส่งมอบให้กับ ร.ต.ท.อภิวัฒน์ เรืองชูเกียรติ พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ต่อมา นายมี เกิดความสงสารจึงขอตำรวจไม่ให้เอาเรื่อง และให้ปล่อยตัวไป พร้อมทั้งได้มอบเงินอีก 600 บาท เป็นค่ารถให้นางกำไรเดินทางกลับบ้านที่ จ.ขอนแก่น ด้วย.

ข่าว-ภาพ  https://www.thairath.co.th/content/527231

ดาราดัง"เยิ่นต๊ะหัว-หมีเซียะ"สักการะศาลท้าวมหาพรหม พูดไทยบอก “เมืองไทย สู้ สู้”


เวลา 16.00 น. วันที่ 22 ก.ย. ที่ศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ เยิ่น ต๊ะ หัว ดาราชื่อดังระดับโลกชาวฮ่องกง พร้อมด้วยนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินทางมากราบไหว้ และสักการะศาลท้าวมหาพรหม ท่ามกลางคนไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ที่มากราบไหว้สักการะศาลท้าวมหาพรหมจำนวนมาก ต่างเฝ้าดูเยิ่น ต๊ะ หัว อย่างตื่นเต้น ขณะที่การรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างเข้มงวด เยิ่น ต๊ะ หัว ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีในการสักการะศาลท้าวมหาพรหม ก่อนเดินทางต่อไปยังโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ เพื่อให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน


 เยิ่น ต๊ะ หัว กล่าวว่า วันนี้ตั้งใจใส่เสื้อลายผีเสื้อ ลายที่มีสีสันสดใส เป็นสัญลักษณ์แทนอะเมซิ่งไทยแลนด์ และแทนความรู้สึกของหัวใจเวลาที่เดินทางมาเมืองไทย ความรู้สึกเมื่อถึงประเทศไทย ทั้งอบอุ่น สวยงาม ความรู้สึกตอนนี้ประเทศไทยกลับคืนสู่ความสงบ และมีโอกาสเดินทางมากับเพื่อน มาเยือนเมืองไทย อยากจะเชิญชวนนักท่องเที่ยวจากฮ่องกง จีน เยอรมัน และนานาชาติทั้งหลายเดินทางมาประเทศไทย สำหรับตนมาประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย. มีโอกาสไปกับคณะไปกินข้าวมันไก่ และได้เจอนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทำให้รู้สึกว่าสถานการณ์ของประเทศไทยกลับมาเป็นปกติแล้ว

 เมื่อถามว่าคิดอย่างไรกับลอบวางระเบิดบริเวณศาลท้าวมหาพรหม โดยมีชาวจีนเป็นเป้าหมาย เยิ่น ต๊ะ หัว กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคราวก่อนเป็นเรื่องเฉพาะ เชื่อมั่นว่ารัฐบาลไทยมีความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาติใดขอให้มั่นใจว่าเมืองไทยไม่มีปัญหา อย่างไรก็ดีทุกครั้งที่มาเมืองไทย ตนมักจะมาศาลท้าวมหาพรหม เพื่ออธิษฐานขอให้ชาวโลกมีสันติสุข นอกจากนี้อยากให้นักท่องเที่ยวไปวัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวังด้วย ตนชื่นชมชื่นชอบงานแกะสลัก และกระจกสีประดับตามโบสถ์ เปรียบเหมือนชีวิตมนุษย์ที่หลากหลายสีสัน

 เยิ่น ต๊ะ หัว กล่าวอีกว่า โอกาสหน้าอยากมาแสดงฝีมือทำอาหารไทย ตนทำได้สารพัดต้มยำ ทั้งต้มยำกุ้ง ไก่ หมู และอยากมาเมืองไทยเพราะรักคนไทยที่หัวใจ และรอยยิ้มสยามที่ประทับใจ สามารถดึงดูดทั่วโลกเดินทางมาประเทศไทย ขอให้มอบรอยยิ้มของหัวใจมาประสานรอยยิ้มของคนไทย

 พูดไทยได้นิดหน่อย ไม่ค่อยเก่ง ผมรักคนไทย ขอบคุณมากครับŽ เยิ่น ต๊ะ หัว พูดภาษาไทยส่งท้าย สร้างความประทับใจแก่ผู้ที่ได้ยินได้ฟัง

 ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการททท. กล่าวว่า การเดินทางมาของเยิ่น ต๊ะ หัว ครั้งนี้มาด้วยใจจริงๆ ททท.ไม่ได้จ้างมา แต่ททท.อำนวยความสะดวกเรื่องของที่พักพร้อมมอบของที่ระลึก ในฐานะที่ททท.ดูแลเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย การที่เยิ่น ต๊ะ หัว เดินทางมาครั้งนี้ เป็นผลดี อย่างน้อยที่สุดสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยไม่อะไร เหตุการณ์ทุกอย่างจบแล้ว เป็นการต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยว หรือไฮซีซั่นอย่างสมบูรณ์แบบ จากนี้ไปจะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของคนจีน โดยเฉพาะวันชาติจีนในเดือนต.ค.นี้ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาประเทศไทยช่วงนี้มากกว่า 1.6 แสนคน ตั้งแต่เดือนต.ค.เป็นต้นไป ทั้งนี้การที่เยิ่น ต๊ะ หัว และหมีเซียะ มาประเทศไทยช่วงนี้ มองว่าเป็นจุดสมดุลระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ที่คนรู้จัก ทำให้ททท.ตัดสินใจเลือกนักแสดงทั้งสอง และถือเป็นความเสียสละของทั้งสองด้วย

 ผู้ว่าการททท. กล่าวต่อว่า เยิ่น ต๊ะ หัว มาท่องเที่ยวประเทศไทยบ่อยอยู่แล้ว เมื่อวันแรกที่มาถึง ททท.ต้องการเลี้ยงรับรอง แต่เยิ่น ต๊ะ หัว เสนอว่าต้องการทานข้าวมันไก่ อยากดูมวยไทย แสดงให้เห็นว่ารักเมืองไทยจริงๆ สำหรับยอดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ คาดว่าจะเกินกว่าเป้าเล็กน้อย 29.92 ล้านคน ส่วนยอดรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นไปตามเป้าหมายแน่นอน 2.2 ล้านล้านบาท



 เวลา 18.00 น. หมีเซียะ นักแสดงหญิงชื่อดังของฮ่องกง เจ้าของบทบาท‘อึ้งย้ง’จากหนังอมตะมังกรหยก ที่แฟนๆชาวไทยรู้จักกันดี เดินทางมายังบริเวณศาลท้าวมหาพรหม ราชประสงค์ ด้วยชุดนางรำ พร้อมกับนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ท่ามกลางชาวไทยและต่างชาติเนืองแน่น จากนั้นหมีเซียะร่วมกับนางรำชาวไทย รำหน้าศาลประมาณ 10 นาที ท่ามกลางความชื่นชมยินดีของนักท่องเที่ยว ก่อนจะกลับไปยังห้องพักโรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ เพื่อเปลี่ยนชุด สำหรับให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนพร้อมกับรมว.การท่องเที่ยวฯ และผู้ว่าการททท.

 นางกอบกาญจน์ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณทุกท่าน วันนี้เป็นโอกาสดีที่เพื่อนของประเทศไทย มาแสดงถึงความมั่นใจ ความไว้วางใจประเทศไทย วันนี้หมีเซียะไม่ได้เพียงแค่มาประเทศไทยเท่านั้น แต่แสดงความต้องการอยากจะรำถวายศาลท้าวมหาพรหม โดยใช้เวลาเรียนการรำเมื่อคืนนี้ ต้องถือว่าเป็นข่าวดีล่าสุดรัฐบาลฮ่องกงได้ปรับลดระดับการเตือนประชากรที่จะ เดินทางมาประเทศไทยจากสีแดงมาเป็นสีเหลืองแล้ว ต้องขอบคุณและถือว่าฮ่องกงเป็นเพื่อนของประเทศไทยอย่างแท้จริง

 หมีเซียะกล่าวว่า มีกำหนดกลับฮ่องกงวันที่ 23 ก.ย. แต่หากประเทศไทยต้องการตัวเมื่อใด ก็พร้อมและยินดีกลับมาทุกเมื่อ  เพราะประทับใจในความโอบอ้อมอารีในไมตรีจิต ของคนไทย

 การ มาประเทศไทยครั้งนี้ ตั้งใจมารำหน้าพระพรหมโดยเฉพาะ และภาคภูมิใจมาก ดีใจมากที่มีโอกาสเดินทางมาครั้งนี้ ทั้งนี้โดยส่วนตัวมองว่าประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ และองค์พระพรหม 4 หน้า เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองไม่เฉพาะคนไทย แต่คุ้มครองคนทั้งโลก เชื่อว่านักท่องเที่ยวที่มาสักการะจะได้รับความคุ้มครองด้วยเช่นกัน

 สิ่งที่ดีใจมากสำหรับการมาไทยครั้งนี้คือมีเพื่อนจากฮ่องกงร่วมเดินทาง มาด้วย ไม่ว่าจะเป็นนายแบบ เชฟ พิธีกร โดยเฉพาะนายโรเจอร์ วู เจ้าของเว็บไซต์ที่เชิญชวนชาวฮ่องกงมาเที่ยวเมืองไทย และมีการกดไลค์มากถึง 5 แสนวิวขึ้นไปแล้ว

 หมีเซียะยังได้กล่าวเป็นภาษาไทยว่า “เมืองไทย สู้ สู้” และกล่าวเป็นภาษาอังกฤษว่า “Stronger Together Thailand” ด้วย

ข่าว-ภาพ  http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1442928874

"ทรพี"แค้นถูกแม่วัยชราด่า จับศีรษะโขกพื้นดับอนาถ!


เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ร.ต.อ.ณภัทร อดทน พนักงานสอบสวน สภ.พาน จ.เชียงราย ได้รับแจ้งจาก นายกิตติพันธ์ คำสม อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 71 บ้านราษฎร์ดำรง หมู่ 5 ต.ธารทอง อ.พาน ว่า นางแก้ว คำสม อายุ 79 ปี มารดา ได้เสียชีวิตแบบมีเงื่อนงำ เหตุเกิดวานที่ผ่านมา (21 ก.ย.) โดยทีแรกทางญาติเข้าใจว่าผู้ตายล้มศีรษะฟาดพื้นเสียชีวิตเอง แต่พอมีการจัดพิธีศพอยู่ที่บ้าน และญาติเปิดดูศพจึงเห็นรอยช้ำที่ลำคอ หลังรับแจ้งจึงประสานแพทย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบศพของ นางแก้ว พร้อมทั้งทำเรื่องส่งศพไปตรวจพิสูจน์ที่แผนกนิติเวช รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้เชิญตัว นายอดิศักดิ์ คำสม อายุ 54 ปี บุตรชายคนโตของ นางแก้ว และเป็นพี่ชายของ นายกิตติพันธ์ มาสอบปากคำ โดยสงสัยว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนางแก้ว หลังเค้นสอบนานนับชั่วโมง นายอดิศักดิ์ จึงยอมเปิดปากรับสารภาพว่า เป็นผู้ลงมือฆ่า นางแก้ว มารดาของตัวเอง เนื่องจากเพิ่งเลิกรากับภรรยาเมื่อไม่นานมานี้ และกลับบ้านมาอยู่กับมารดา กระทั่งเช้าวันเกิดเหตุขณะที่ตนนั่งกินข้าวอยู่ในบ้าน มารดาได้เข้ามาบ่นและต่อว่าตนเองต่างๆนาๆจนเกิดความโมโห จึงจับศีรษะมารดาโขกกับพื้นจนแน่นิ่งไป และออกจากบ้านไปทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนมาถูกจับกุมในวันนี้เพราะความสงสัยของญาติๆ ต่อมา เจ้าหน้าที่จึงคุมตัว นายอดิศักดิ์ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ท่ามกลางชาวบ้านที่ไปมุงดูและส่งเสียงสาปแช่งกันระงม บางคนพยายามจะรุมเข้าประชาฑัณฑ์ด้วยความโกรธแค้น หลังจากนั้นจึงควบคุมตัวไปดำเนินคดีต่อไป.“
 

ข่าว-ภาพ  http://dailynews.co.th/crime/349755